วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

ฝึกลูกน้อยให้คิดเป็น ด้วยการตั้งคำถาม

 คุณพ่อคุณแม่ครับ คงไม่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า เด็กๆกับสัตว์เลี้ยงตัวน้อยนั้น เวลาเจอะเจอกันเมื่อไหร่เป็นต้องวิ่งเข้าหากันทุกเมื่อ และเมื่อถึงวัยหนึ่งที่ความอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมากขึ้น คราวนี้หนูน้อยทั้งหลายก็จะเริ่มขอคุณพ่อคุณแม่เพื่อจับจองสัตว์เลี้ยงไว้เป็นของตัวเองสักตัว ลูกๆของผมก็แสดงอาการแบบนี้เช่นกันครับ อย่างลูกชายผมจะชอบนกเพนกวินมาก จนจะร้องขอให้เอามาเลี้ยงไว้ที่บ้าน ส่วนลูกสาวก็ปรารถนาอยากมีสุนัขตัวน้อยเช่นกัน เมื่อเจอลูกๆยิงคำถามเข้ามาแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่อย่างเราจะทำอย่างไรดีครับ แหม..เวลาเห็นดวงตาแป๋วแหว๋วมายืนออดอ้อนอยู่ตรงหน้า ก็แทบจะใจอ่อนไปซะทุกที แน่นอนครับ ในฐานะที่ผมเป็นโค้ช และเป็นคุณพ่อจึงไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ในการฝึกให้ลูกรู้จักการสร้างกระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีเหตุผล ด้วยการ "ตั้งคำถาม" และจำเป็นอย่างยิ่งที่ลักษณะของคำถามต้องเป็น "คำถามเชิงบวก" ผมขอย้ำครับว่าเป็นการ "ตั้งคำถาม" ถามลูกๆนะครับ เพื่อให้กระตุ้นให้ลูกรู้จักใช้ความคิดของตัวเอง ค้นหาเหตุและผลด้วยตัวเอง หรือสร้างให้เขาฝึก "คิดให้เป็น" นั่นเอง ซึ่งการคิดเป็นจะไม่ใช่ "การบอก" หรือ "การเล่า" ให้เขาเชื่อที่เราพูด การบอกเล่าลักษณะนี้จะมีการตัดสินใจของพ่อแม่แฝงอยู่ จึงทำให้เด็กใช้ความคิดน้อยกว่าการถูกถามคำถามมาก คราวนี้ลองมาดูว่าจะได้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างไร โดยผมจะขอยกตัวอย่างกรณีที่ลูกสาวอยากเลี้ยงสุนัขนะครับ ผมใช้คำถามนำเหล่านี้ เช่น

            - สุนัขพันธุ์ไหนล่ะค่ะที่หนูอยากเลี้ยง ? และหนูจะหามันมาได้จากที่ไหน ?

            - สุนัขพันธุ์ที่หนูชอบนั้น มันชอบอยู่อย่างไร ? ชอบกินอย่างไร ? หนูคิดว่าหนูจะดูแลมันอย่างไร ?

            - หนูจะรู้ได้อย่างไรว่ามันคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ เช่น หิว อยากวิ่งเล่น อยากขับถ่าย ป่วย ฯลฯ ? มันจะแสดงท่าทางอะไรบ้าง ?

            - จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับสัตว์เลี้ยงของหนู เวลาที่หนูต้องไปโรงเรียน ?

            - หนูคิดว่าหนูน่าจะหาคำตอบพวกนี้ได้จากที่ไหนบ้าง ? เป็นต้น


            นี่เป็นเพียงตัวอย่างคำถามจากหลายสิบคำถาม ซึ่งผมเองไม่ได้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แล้วยิงคำถามเป็นชุดๆให้กับลูกสาวของผม แต่ผมใช้เวลาหลายวัน โดยถามให้ลูกได้คิดตามไปช้าๆทีละเล็กละน้อย การตั้งคำถามธรรมดาเหล่านี้ ผมขออธิบายว่าผมไม่ต้องการโน้มน้าวเพื่อให้เด็กเปลี่ยนใจ หรือกลัวการเลี้ยงสัตว์ และผมก็ยินดีหาสุนัขให้ลูก เมื่อลูกแน่ใจว่าพร้อมสำหรับดูแลมัน แต่ผมต้องการให้เด็กฝึกวิธีการคิด มีการตกผลึกทางความคิด ว่าการเลี้ยงสัตว์หนึ่งชีวิต จะมีผลกระทบอย่างไรบ้างกับชีวิตของเธอ และเธอจะต้องเปลี่ยนการดำเนินชีวิตอย่างไร หรือต้องมีความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง

            นอกเหนือจากการตั้งคำถามแล้ว แน่นอนครับที่บางคำถามไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาคำตอบ และผมเองก็ไม่เร่งรัดคำตอบจากลูกๆ แต่อีกทางหนึ่งผมจะเริ่มเพิ่มเติมข้อมูลต่างๆที่เป็นความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสุนัขให้กับลูกๆของผมอย่างต่อเนื่องในทุกๆด้านเท่าที่ผมสามารถทำได้ เช่น พูดคุยกับลูกเรื่องวิธีการเลี้ยงดูสุนัข ช่วยลูกค้นหาข้อมูลสุนัขทางอินเตอร์เน็ท ชี้ให้ลูกดูเวลาที่เห็นคนอื่นเขากำลังดูแลสุนัขตามสวนสาธรณะ หรือห้างสรรพสินค้า หาโอกาสให้ลูกได้พูดคุยกับคนที่เลี้ยงสุนัขอยู่แล้ว ชวนลูกไปซื้อหนังสือเรื่องการเลี้ยงสุนัขให้ลูกได้ศึกษา และลูกก็อยากอ่านหนังสือที่ซื้อ เพราะเธอเลือกหนังสือเอง นั่นเป็นเพราะคำถามที่ผมแอบฝังไว้ในความคิดของลูกนั้นยังไม่ได้คำตอบ จึงทำให้เธอกระตือรือล้นที่จะหาคำตอบเมื่อมีโอกาส และผมในฐานะพ่อก็จะสนับสนุนอย่างเต็มที่

            เมื่อเวลาผ่าน 2-3 เดือน ในวันหนึ่งของวันหยุดพักผ่อน ลูกสาวผมก็พูดกับคุณแม่ของเธอในห้องนอนของพวกเราว่า "คุณแม่ขา หนูคิดว่าหนูเปลี่ยนใจที่หนูจะเลี้ยงสุนัขในตอนนี้แล้วค่ะ เพราะหนูคิดว่าหนูคงรับผิดชอบมันไม่ได้แน่" เมื่อผมได้ยินก็แอบยิ้มอยู่ในใจว่า นี่แหละคือผลลัพธ์ที่ผมได้สร้างเม็ดพันธุ์ของการฝึกให้ "คิดเป็น" ซึ่งกำลังงอกเงยให้ผมได้ชื่นชมแล้ว ไม่ใช่เพราะคำตอบ แต่ในคำตอนนั้นเต็มไปด้วยเหตุผลที่ตกผลึกการคิดอย่างถี่ถ้วนเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้

            ที่จริงแล้ว เรื่องที่น่าตื่นเต้นนี้ยังไม่จบเท่านี้ แต่ผมอยากขออธิบายอีกแง่มุมหนึ่งที่ต่างกันกับการฝึกให้คิดเป็น ด้วยการตั้งคำถาม ก็คือ "การบอกหรือการเล่าอธิบายเหตุผล" ซึ่งแท้ที่จริงผมเองไม่ได้คัดค้านกับวิธีการนี้ แต่วิธีการนี้จะต้องอาศัยการคาดเดามากพอสมควร ที่พ่อแม่จะหาเหตุผลให้ตรงใจลูกน้อยของคุณ หรือต้องหาเหตุผลที่มีน้ำหนักพอเพื่อให้เขายอมรับ หรือเป็นคำตัดสินใจล่วงหน้าแทนลูกไปแล้ว ซึ่งอาจไม่ตรงใจลูกก็เป็นได้ เช่น "พ่อว่าลูกยังดูแลสุนัขไม่ได้หรอก" หรือ "เลี้ยงสุนัขไม่เหมาะกับลูกหรอก ลูกน่าจะเลี้ยงปลานะ" ซึ่งบางครั้งเด็กอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อแม่อธิบาย และถ้าหากเด็กมีความเห็นขัดแย้งอย่างมาก อาจทำให้เราที่เป็นผู้ใหญ่จะรู้สึกว่าเด็กกำลังโต้เถียง จนอาจบานปลายเป็นการไม่เข้าใจกันในที่สุด แต่กระบวนการตั้งคำถามนั้นจะช่วยให้เด็กได้ "คิด" โดยยังไม่ตัดสินในคำถาม และเก็บคำถามนั้นไปคิดต่อ โดยเด็กเองต้องรู้สึกว่าพ่อแม่เองยังเข้าข้างเขาอยู่เสมอ แต่เพียงต้องการให้เขาแน่ใจก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสัตว์เหล่านั้นมาเลี้ยง จนเวลาผ่านไปคำถามเหล่านั้นจะเข้าไปตกผลึก และเจียรไนความคิดจนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งที่เขาจะค้นพบคำตอบได้ด้วยตัวเอง และแน่ใจในคำตอบนั้น

            ส่วนเรื่องน่าตื่นเต้นที่ผมเล่าค้างไว้ก็มีอยู่ว่า เมื่อเร็วๆนี้ผมได้พาครอบครัวไปเที่ยวอำเภอสวนผึ้ง จ.ราชบุรี กับครอบครัวเพื่อนๆของลูกๆ เด็กๆได้มีโอกาสขี่ม้าแคระกัน โดยมีคนดูแลม้าคอยจูงม้าแคระเพื่อให้เด็กๆนั่งและเดินเป็นแถวไปรอบๆสวนของรีสอร์ท เด็กๆก็เหมือนพยายามแข่งกันเพื่อเดินเป็นคนแรกของกลุ่ม ซึ่งแท้ที่จริงความเร็วของม้าก็ขึ้นอยู่กับคนดูแลม้าจะจูงไปเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเด็กๆเลย บังเอิญม้าของลูกสาวผมถูกจูงและแซงมาอยู่หัวแถว แล้วเหตุการณ์น่าตื่นเต้นก็เกิดขึ้น เมื่อลูกสาวผมกำลังดีใจที่ได้เดินขึ้นนำหน้า ด้วยความเป็นเด็ก จึงแสดงความดีใจด้วยการตีขา (เหมือนตีขาว่ายน้ำ) ลูกสาวผมไม่ทราบหรอกครับว่าการตีขาแบบนี้จะไปกระทบกับท้องม้า และเป็นสัญญาณให้ม้าเริ่มวิ่งเร็วขึ้น พอม้าเริ่มวิ่งเร็วขึ้นจนคนดูแลม้าจะฉุดม้าไว้ไม่อยู่ คนดูแลจึงตัดสินใจกระชากตัวลูกสาวผมออกจากหลังม้า เพื่อให้ม้าวิ่งออกไปตัวเปล่าๆ และลูกสาวผมก็ตกลงมาโดยมีคนดูแลม้าช่วยรับไว้ไม่ให้กระแทกพื้น และไม่บาดเจ็บใดๆเลย แต่ด้วยความตกใจลูกสาวผมจึงวิ่งมาหาผม และร้องไห้พร้อมกับเล่าเรื่องให้ผมฟัง  พร้อมทั้งประกาศว่า "หนูจะไม่ขี่ม้าอีกแล้วตลอดไป ฮือ ฮือ" ผมจึงปลอบลูกอยู่ซักระยะหนึ่ง พอลูกเริ่มคลายความตกใจลง ผมก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการสร้างความคิดด้วยการตั้งคำถามเชิงบวก แต่ด้วยความตกใจและภาพเหล่านั้นยังติดตาอยู่ ลูกสาวผมจึงปฏิเสธทุกคำถามโดยสิ้นเชิง แต่ผมเองกลับเชื่อว่า คำถามเหล่านี้ได้ฝังเข้าไปในความคิดของลูกสาวผมแล้ว

            พอเช้าวันรุ่งขึ้น หลังรับทานอาหารเช้า ผมพาเด็กๆเดินเล่นชมสวนรอบๆรีสอร์ท จนเดินไปถึงคอกเลี้ยงม้า คำถามต่างๆที่ฝังไว้ในความคิดเมื่อวานก็เริ่มออกดอกออกผลแล้ว ลูกสาวผมเดินเข้าไปคุยกับคนดูแลม้าด้วยความสนใจ โดยไม่ได้กลัวเหมือนเช่นเมื่อวาน เมื่อเริ่มพูดคุยมากขึ้นแกก็เริ่มได้คำตอบในความคิดไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด ลูกสาวกลับมาขอผมขี่ม้าอีกครั้งหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่า "หนูอยากจะขี่มันอีกครั้ง ครั้งนี้หนูจะไม่กลัวมันอีกแล้ว เพราะหนูรู้ว่าหนูต้องทำอย่างไรกับมันบ้าง" แน่นอนครับลูกสาวผมอยากขี่เจ้าตัวเดิมเมื่อวานนี้ครับ แต่เผอิญคนดูแลม้าตัวนั้นไม่อยู่ จึงต้องขี่ตัวอื่นแทน ซึ่งเป็นม้าตัวโต ไม่ใช่ม้าแคระเหมือนเมื่อวาน จนเมื่อลูกสาวผมขี่เสร็จไป 2 รอบ พร้อมทั้งพูดคุยกับคนดูแลม้าถึงวิธีการบังคับม้าที่ถูกต้องอย่างสนใจ คราวนี้ผมได้รับโจทย์ที่ท้าทายจากลูกสาวผมมากก็คือ "ปะป๊าขา หนูอยากมีม้าเป็นของหนูเองค่ะ"  ผมเจอประโยคนี้เข้าไปเล่นเอาผมขำปนอึ้งไปเลยครับ แต่ที่ผมประทับใจคือ คราวนี้ผมไม่ต้องใช้คำถามเชิงบวกกับลูกเลยครับ เพราะครั้งนี้ลูกสาวผมกลับแสดงผลลัพธ์ของคำถามเชิงบวกให้ผมเห็นเอง โดยการที่เธอเล่าถึงสิ่งที่เธอต้องเตรียมตัวเพื่อจะเลี้ยงม้าหนึ่งตัว เช่นว่าเธอศึกษาข้อมูลอย่างไรเพื่อจะดูแลม้า เธอจะต้องหาข้อมูลจากที่ใดบ้าง เธอต้องเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับม้า และที่เป็นการต่อยอดความคิดไปอีกก็คือ เธอมีแผนที่จะเก็บเงินเพื่อซื้อมัน เธอคิดว่าเธอต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้มีเงินมากพอที่จะดูแลมัน และอื่นๆอีกหลายประโยคที่น่าประทับใจในความฝันของเด็กคนหนึ่ง

            ในเหตุการณ์ครั้งนี้ สำหรับผมนั้นยังไม่ได้คิดถึงเรื่องม้าสักเท่าไหร่ แต่ผมรู้สึกเห็นถึงพลังของการตั้งคำถามเชิงบวก ที่ฝึกให้ลูกเข้าใจกระบวนการ "คิดเป็น" และไม่ทำให้ลูกหยุดที่จะฝัน จนความฝันของเด็กคนหนึ่งสามารถพุ่งทยานได้อย่างไม่มีขีดจำกัด โดยข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ สร้างมุมมองความคิดใหม่ๆ เปลี่ยนทัศนคติใหม่ๆ มีความเป็นเหตุและผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมอยากเล่าสู่กันฟังเพื่อให้จุดประกายให้คุณพ่อคุณแม่ทดลองนำไปใช้ แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าตื่นเต้นจากศักยภาพในตัวลูกๆของคุณ แล้วอย่าลืมแชร์ประสบการณ์เหล่านั้นให้ผมฟังด้วยครับ เพื่อผมจะได้นำมาเล่าให้ผู้สนใจต่อๆกันไป

 
ชนินทร์ พยุงวาทเศรษฐ์
โค้ชด้านการพัฒนาศักยภาพส่วนบุคคล
Leadership Management International (Thailand)