วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

6 โรคฤดูร้อนที่คุณไม่ควรประมาท

   หน้าร้อนปีนี้มาเร็ว และร้อนแรงมากเหลือเกิน ยิ่งอากาศร้อนมากเท่าไร เชื้อโรคยิ่งชอบมากเท่านั้นแถมยังเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แล้วเจ้าตัวเล็กวัยเตาะแตะที่ยังไม่รู้ประสีประสาอะไร จะป้องกันตัวเองได้อย่างไร หากคุณพ่อหรือคุณแม่ไม่เป็นคนเฝ้าระวังให้กับเขา
    และเมื่อเร็วๆ นี้ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ออกประกาศเตือนประชาชนว่าให้เฝ้าระวัง 6 โรคฤดูร้อนให้ดีๆ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน น้ำดื่มที่ต้องมีความสะอาด และบ้านไหนที่มีสัตว์เลี้ยงก็ควรพาไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเสีย เพราะโรคฤดูร้อนนั้นล้วนมีสาเหตุมาจากอาหารการกิน น้ำดื่ม และสัตว์เลี้ยงที่ถูกปล่อยปละละเลย  

 
1. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
    จากรายงานผู้ป่วยโรคดังกล่าวของสำนักงานระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546-2550 พบว่า อัตราผู้ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute diarrhea) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และหากพิจารณาในแต่ละปีจะพบว่า มีจำนวนผู้ป่วยมากในช่วงฤดูร้อน (เดือนมีนาคม-มิถุนายน) เมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ เฉลี่ยปีละประมาณ 100,000 คน
โดยมีอาการถ่ายอุจจาระเหลว อาจถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายมีมูกปนเลือด มักจะอาเจียนร่วมด้วย ความรุนแรงของอาการแตกต่างกันได้มาก เช่น ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ในขณะที่บางรายอาจมีอาการรุนแรงมาก โรคอุจจาระร่วงอาจเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยถึงกับเสียชีวิตได้

2. โรคอาหารเป็นพิษ
    แม้ว่าอัตราผู้ป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ (Food poisoning) มีแนวโน้มลดลง แต่เมื่อพิจารณาในแต่ละปีแล้ว พบว่า มีจำนวนผู้ป่วยมากในช่วงฤดูร้อน (เดือนมีนาคม-มิถุนายน) เช่นกัน เมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ เฉลี่ยปีละประมาณ 13,000 คน
โดยมีอาการ มีไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย บางครั้งอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว อาการมักเกิดขึ้นภายใน 2-6 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อหรือสารพิษของถ้าถ่ายอุจจาระมากจะเกิดอาการขาดน้ำและสารเกลือแร่ในร่างกาย ร่างกายอ่อนเพลีย อาจเกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ข้อและกระดูก ถุงน้ำดี กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด ไต เยื่อหุ้มสมอง และเมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตจะทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

3. โรคบิด
    อัตราผู้ป่วยโรคบิด (Dysentery) มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาในแต่ละปีแล้ว พบว่า มีจำนวนผู้ป่วยมากในช่วงฤดูร้อน (เดือนมีนาคม-มิถุนายน) เช่นกัน เมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ เฉลี่ยปีละประมาณ 2,000 คน จึงถือได้ว่านี่คืออีกโรคหนึ่งที่ต้องระวังในช่วงหน้าร้อน
    โดยมีอาการ ถ่ายอุจจาระบ่อย อุจจาระมีมูกหรือมูกปนเลือด มีไข้ ปวดท้องแบบปวดเบ่งร่วมด้วย และบางคนอาจเป็นโรคนี้แบบเรื้อรังได้

4. โรคอหิวาตกโรค
    มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นคราวละมากๆ โดยไม่มีอาการปวดท้อง ไปจนกระทั่งมีการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว อาเจียนมาก และมีอาการขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว กระหายน้ำ กระสับกระส่าย อ่อนเพลีย ตาลึกโหล ผิวหนังเหี่ยวย่น ปัสสาวะน้อย หรือไม่มีปัสสาวะ หายใจลึกผิดปกติ ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว อาการเหล่านี้เกิดขึ้นรวดเร็ว ผู้ป่วยจะอยู่ในภาวะช็อค หมดสติ เนื่องจากเสียสารน้ำในร่างกาย สำหรับในรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงแก่ความตายในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที

5. ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย
มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องผูก หรือบางรายอาจท้องเสียได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เรื้อรังจะมีเชื้อปนออกมากับอุจจาระและปัสสาวะเป็นครั้งคราว ซึ่งจะทำให้ผู้นั้นเป็นพาหะของโรคได้ ถ้าไปประกอบอาหารโดยไม่สะอาด หรือไม่สุกก็จะทำให้เชื้อไทฟอยด์แพร่ไปสู่ผู้อื่นได้ด้วย
    
ทั้ง 5 โรคที่กล่าวมานั้น จัดอยู่ในกลุ่มโรคที่ติดต่อทางอาหารและน้ำ มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหาร ดื่มน้ำที่ไม่สะอาด มีแมลงวันตอม บูด เน่าเสีย อันเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้มีเชื้อโรคปะปนมากับอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ
•    เลือกรับประทานอาหาร น้ำที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีแมลงวันตอม หรือเน่าเสียแล้ว
•    หากรับประทานอาหารไม่หมดก็ควรเก็บอาหารนั้นไว้ในตู้เย็นก่อน เพราะอากาศร้อนจะเอื้อต่อจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสียได้ง่าย เมื่อจะรับประทานค่อยเอาออกมาอุ่นให้ร้อนก่อน
•    ภาชนะที่ใช้ใส่อาหาร เช่น ถ้วย ชาม ช้อนส้อมต้องสะอาด
•    ควรกำจัดขยะและเศษอาหารภายในบ้านให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่มาจากสัตว์พาหนะ เช่น หนู และแมลงสาบ
•    สร้างสุขอนามัยที่ดีให้แก่ลูกและสมาชิกในครอบครัว โดยการล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

6. โรคพิษสุนัขบ้า
    โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน จากรายงานผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546-2550 พบว่า อัตราผู้ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้ามีแนวโน้มลดลง แต่เมื่อพิจารณาในแต่ละปีแล้วพบว่า มีจำนวนผู้ป่วยมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมของทุกปี
    เราสามารถป้องกันโรคนี้ได้ โดยการนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าปีละ 1 ครั้ง และควรระมัดระวังไม่ให้ถูกสัตว์เลี้ยงหรือสุนัขจรจัดที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนกัด ข่วนหรือเลียบริเวณที่มีแผลรอยข่วน เมื่อถูกสุนัขหรือสัตว์กัดให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง และรีบไปพบแพทย์ทันที
 
Tip : วิธีสังเกตสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
    สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ตื่นเต้น ตกใจง่าย กระวนกระวาย กินอาหารได้น้อยลง ไวต่อแสงและเสียง กัดทุกสิ่งทุกอย่าง ต่อมาก็จะเป็นอัมพาต ลิ้นแข็ง ขากรรไกรแข็ง หางตก ชักและตายในเวลาประมาณ 10 วันนับจากวันที่มีอาการ